Friday, April 19, 2013

ผักชีลาว Dill

ผักชีลาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Anethum graveolens Linn.

ชื่อวงศ์ : Umbelliferae

ชื่อสามัญ : Dill

ชื่อพื้นเมือง : เทียนข้าวเปลือก ,เทียนตาตั๊กแตน (ภาคกลาง), ผักชี (ขอนแก่น,เลย) ผักชีตั๊กแตน, ผักชีเทียน (พิจิตร), ผักชีเมือง(น่าน)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ผักชีลาวเป็นพืชล้มลุกตระกูลเดียวกับผักชี ลำต้นมีสีเขียวเข้มขนาดเล็ก ลักษณะใบเป็นใบประกอบแบบขนนก
มีสีเขียวสดออกเรียงสลับกัน ดอกมีขนาดเล็กสีเหลืองออก เป็นช่อ ก้านช่อดอกมีลักษณะคล้ายกับซี่ร่ม ผลแก่เป็นรูปไข่แบนมีสีน้ำตาลอมเหลือง ถ้านำไปใช้เป็นเครื่องเทศจะเก้บได้ก้ต่อเมื่อดอกเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล แต่ส่วนใหญ่จะพบในรูปของการทานสดเป็นผักมากกว่า ซึ่งควรเก็บก่อนที่จะออกดอก ผักชีลาวมีสองชนิด คือ ชนิดที่มาจากยุโรป (Dill) และชนิดที่มีกำเนิดในเอเชียเขตร้อน (Indian Dill) ในประเทศไทยมีการปลูกเพื่อใช้ทานเป็นผักมากกว่าปลูกเพื่อใช้ผลมาทำเครื่อง เทศเพราะมีคุณภาพน้อยกว่าประเทศอินเดีย

การขยายพันธุ์ : ใช้เมล็ดในการขยายพันธุ์

ระยะเวลาปลูก : มีระยะเวลาในการปลูกประมาณ 60 วัน ก็สามารถนำมาประกอบอาหารหรือกินสดๆ ก็ได้

การเตรียมดินในการปลูก

มี การฟื้นดิน ตากแดดให้แห้งเพื่อทำลายเชื้อโรคและวัชพืชที่อยู่ในดิน ทิ้งไว้ประมาณ 10 วัน หลังจากนั้นก็ทำการ พรวนดิน เก็บเศษวัชพืชต่างๆ และนำปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วมาใส่คลุกเคล้าให้เข้ากับดิน ทั้งนี้เพื่อความอุดมสมบูรณ์ของดิน ถ้าพบว่าดินเป็นกรด ควรนำปูนขาวมาคลุกกับดินเพื่อปรับสภาพของดินให้เหมาะในการเพาะปลูก

วิธีปลูก : มี 2 วิธี

วิธีที่ 1 เตรียมเมล็ดพันธุ์ที่จะใช้ในการปลูก แล้วหว่านเมล็ดพันธุ์ให้ทั่วแปลง

วิธี ที่ 2 วัดระยะห่างของหลุมประมาณ 15 x 15 เซนติเมตร ใช้ไม้ขีดเป็นตารางให้เท่าๆ กัน ใช้ไม้หรือนิ้วจิ้ม แล้ว หยอดเมล็ดลงตามตารางที่ขีดไว้ เสร็จแล้วจึงใช้ดินกบแล้วรดน้ำด้วยบัวรดน้ำ

สารสำคัญที่พบ

ผลผักชีลาวมีน้ำมันหอมระเหย ซึ่งปริมาณน้ำมันที่ได้ขึ้นอยู่กับแหล่งเพาะปลูกและฤดูกาลที่เก็บเกี่ยว นอกจากนี้แล้วยังประกอบด้วย
สารดิลลาโนไซด์ สารประเภทกรดฟีโนลิค โปรตีน ไขมัน เป็นต้น

น้ำมัน ผักชีลาว (Dill seed oil) ได้จากการนำผลแก่แห้งไปกลั่นด้วยไอน้ำ สารสำคัญที่พบคือ คารืโวน ดี-ไลโมนีน และอัลฟ่า-เฟลเลนดรีน สารอื่นที่มีปริมาณรองลงมาคือ ไดไฮโดรคาร์โวน ยูจีนอล ไพนีน และอะนีโทล เป็นต้น

สรรพคุณทางยา

นำ ผลแก่แห้งของผักชีลาวบดให้เป็นผง ชงกับน้ำดื่มวันละ 4-5 แก้ว แก้อาการปวดท้อง แน่นท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยขับลมหรือใช้ต้นสดของผักชีลาวผสมกับนมให้เด็กอ่อนดื่มแก้ท้องอืดท้อง เฟ้อได้เช่นกัน ส่วนน้ำมันมักใช้ผสมในยาย่อยอาหาร ยาแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ

ประโยชน์ทางอาหาร

ใบ สดและใบแห้งใช้โรยบนอาหารประเภทปลาเพื่อดับกลิ่นคาว ใบใส่แกงอ่อมแกงหน่อไม้ห่อหมกแกล้มแกงเนื้อน้ำพริกปลาร้าผักใส่ไข่ยอดใบรับ ประทานกับลาบเมล็ด และใบช่วยชูรสเมล็ดมีน้ำมันหอมระเหยใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เมล็ดแห้งที่แก่เต็มที่ใช้เป็นยาบำรุงกำลังชั่วคราวและขับลมในท้อง เมล็ดก่อนนำมาประกอบอาหารควรบดก่อน โดยนิยมโรยบนสลัดผักและมันฝรั่งบดเพื่อเพิ่มรสชาติ นอกจากนี้น้ำมันผักชีลาวยังใช้แต่งกลิ่นผักดอง น้ำซอส สตู ขนมหวาน เครื่องดื่มและเหล้า

ส่วนที่ใช้เป็นอาหาร : ต้นสด ใบสด ใบแห้ง ผลแห้ง

Wednesday, April 17, 2013

ผักชี คุณค่าทางอาหาร


ผักชี


ชื่อวิทยาศาสตร์        Coriandrum sativum  L.

ชื่อสามัญ                Coriander

วงศ์                      Umbelliferae

ชื่ออื่นๆ                  ผักหอม (นครพนม) ผักหอมน้อย (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ผักหอมป้อม ผักหอมผอม (ภาคเหนือ) ยำแย้ (กระบี่)


ลักษณะ :

   ไม้ล้มลุก ที่มีลำต้นตั้งตรง ภายในจะกลวง และมีกิ่งก้านที่เล็ก ไม่มีขน มีรากแก้วสั้น แต่รากฝอยจะมีมาก ซึ่งลำต้นนี้จะสูงประมาณ 8-15 นิ้ว ลำต้นสีเขียวแต่ถ้าแก่จัดจะออกเสียเขียวอมน้ำตาล ใบ ลักษณะการออกของใบจะเรียงคล้ายขนนก แต่อยู่ในรูปทรงพัด ซึ่งใบที่โคนต้นนั้นจะมีขนาดใหญ่กว่าที่ปลายต้น เพราะส่วนมากที่ปลายต้นใบจะเป็นเส้นฝอย มีสีเขียวสด ดอก ออกเป็นช่อ ตรงส่วนยอดของต้น ดอกนั้นมีขนาดเล็ก มีอยู่ 5 กลีบสีขาวหรือชมพูอ่อนๆ ผล จะติดผลในฤดูหนาว ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลมโตประมาณ 3-5 มิลลิเมตร ตรงปลายผลจะแยกออกเป็น 2 แฉก ตาวผิวจะมีเส้นคลื่นอยู่ 10 เส้น

ผักชีที่ปลูกกันแพร่หลายในประเทศไทยมี 2 ชนิดคือ
1.พันธุ์พื้นเมือง มีลักษณะใบบาง ต้นเล็ก เมล็ดเล็ก ออกดอกเร็ว อายุสั้น มีกลิ่นหอมมากจนฉุน
2.พันธุ์อาฟริกา มีลักษณะใบใหญ่หนา ต้นใหญ่ กลิ่นหอมเล็กน้อย อายุยาวนานกว่าพันธุ์พื้นเมือง


คุณค่าทางอาหาร

ใบสด ประกอบด้วย โปรตีน เส้นใย ฟอสฟอรัส เบต้าเคโรทีน
ผล หรือลูกผักชี มีน้ำมันหอมระเหย(1.8%)ประกอบด้วยสารไลนาโลออล (Linalool) เป็นส่วนใหญ่ มีน้ำมันไม่ระเหย 13% มีสารสำคัญชื่อโคริแอนดรอล (coriandrol) มีเทนนิน และแคลเซียมออกซาเลต และมีสารเอสโตรเจน (plant estrogen)


ประโยชน์

ผักชีที่เรานำมาใช้ประโยชน์ก็คือ เมล็ดและต้น ซึ่งทั้งสองส่วยนี้จะมีกลิ่นเฉพาะตัว เมล็ดผักชีใช้รักษาอาการปวดท้องและช่วยย่อยอาหาร ส่วนใบที่เรานำมาทำเป็นผักแนมรับประทานกับอาหารอื่น หรือแต่งหน้าอาหารนั้นก็มีสรรพคุณช่วยย่อยเช่นกัน และยังมีเบต้าแคโรทีนอีกด้วย แม้จะไม่มากเท่าผักอื่นก็ตาม นอกจากนี้ผักชียังมีฤทธิ์เผ็ดร้อนช่วยขับลม บำรุงธาตุ แก้คลื่นไส้ได้

    ใชัในการช่วยย่อย บำรุงกระเพาะ เจริญอาหาร ขับลมขับพิษ แก้หวัด ขับเหงื่อ ช่วยย่อยอาหาร ลดน้ำตาลในเลือด แก้โรคหัด พอกทาแก้ผื่นคัน แก้ไฟลามทุ่ง แก้ตับอักเสบ ลดการปวดบวมข้อ ต้มดื่มแก้ไอ แก้หวัด อาหารเป็นพิษ แก้สะอึก กระตุ้นการทำงานของเลือดพลาสมา และกล้ามเนื้อ มีสารต้านมะเร็ง ต้านแบคทีเรีย เชื้อรา และไข่ของแมลง จึงใช้ถนอมอาหาร

ลูกผักชี แก้พิษตานซาง แก้กระหายน้ำ แก้ลมวิงเวียน แก้บิด ถ่ายเป็นเลือด แก้ริดสีดวงทวาร แก้ปวดฟัน ช่วยย่อยอาหาร ขับลม บำรุงธาตุ ต้มน้ำอาบเมื่อเป็นหัด แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน ใช้ผลเตรียมน้ำมันผักชีซึ่งเป็นน้ำมันหอมระเหย หากถูกผิวนานๆอาจระคายเคืองได้

ราก เป็นกระสายยา กระทุ้งพิษไข้หัว เหือดหัด อีสุกอีใส อีดำอีแดง

กากลูกผักชี (หมายถึงลูกผักชีที่สกัดเอาน้ำมันออกแล้ว) มีโปรตีน 11-17 % ไขมัน 11-20% จึงเหมาะที่จะใช้เป็นอาหารสัตว์ได้ดี ผงลูกผักชีบดใช้โรยแผลกันเชื้อฝีหนองได้ นอกจากนี้แล้ว ลูกผักชียังใช้เป็นเครื่องเทศผสมเครื่องแกง ผักดอง ไส้กรอก แต่งกลิ่นอาหารต่างๆโดยเฉพาะเหล้ายิน แต่งกลิ่นช็อกโกแลต โกโก้ ได้


สรรพคุณทางยา

    ผล - แก้บิด ถ่ายเป็นเลือด ถ่ายเป็นมูก แก้ริดสีดวงทวาร มีเลือดออก แก้ท้องอืดเฟ้อ

    เมล็ด - แก้ปวดฟัน ปากเจ็บ

    ต้นสด - ช่วยให้ผื่นหัดออกเร็วขึ้น แก้เด็กเป็นผื่นแดงไฟลามทุ่ง



วิธีใช้

    แก้บิดถ่ายเป็นเลือด  ใช้ผล 1 ถ้วยชา ตำผสมน้ำตาลทราย ผสมน้ำดื่ม

    แก้บิด ถ่ายเป็นมูก  ใช้น้ำจากผลสดอุ่น ผสมเหล้าดื่ม

    แก้ริดสีดวงทวาร มีเลือดออก
    - ใช้ผลสดบดให้แตก ผสมเหล้าดื่มวันละ 5 ครั้ง
    - ใช้ต้นสด 120 กรัม ใส่นม 2 แก้ว ผสมน้ำตาล ดื่ม

    แก้ท้องอืดเฟ้อ  ใช้ผล 2 ช้อนชา ต้มน้ำดื่ม

    แก้เด็กเป็นผื่นแดงไฟลามทุ่ง ช่วยให้ผื่นหัดออกเร็วขึ้น  ใช้ต้นสด หั่นเป็นฝอย ใส่เหล้าต้มให้เดือด ใช้ทา

    แก้ปวดฟัน ปากเจ็บ  ใช้เมล็ดต้มน้ำ ใช้อมบ้วนปากบ่อยๆ

ผักชี:ปัจจัยสำคัญในการปลูก



ผักชีปลูกขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด ทั้งดินที่เป็นดินเหนียว (แถวอ.ดำเนิน- สะดวก,อ.บ้านแพ้ว) ดินร่วนสีแดง (แถวอ.ปากช่อง) เป็นต้น ตามปกติผักชีจะปลูก ได้ตลอดปี แต่ในช่วงฤดูแล้งการปลูกผักชีจะประสบปัญหาได้ผลผลิตไม่เต็มที่ ดังนั้น ในฤดูแล้งผักชีจีงมีราคาแพง บางครั้งถึงกิโลกรัมละ 100 บาทก็มี ในช่วงฤดูฝนผักชีมีราคาประมาณ 3-20 บาท ในพื้นที่ 1 ไร่ จะได้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 1,500-2,000 กิโลกรัม แต่ในบางท้องที่และในบางฤดูหรือหากเมล็ดพันธุ์มีความงอกไม่ดีหรือมีปัญหา เรื่องโรคเน่าเละ อาจจะให้ได้ผลผลิตต่ำลงมาเหลือ 300-400 กก./ไร่ ก็ได้ ดังนั้นปัจจัยสำคัญในการปลูกผักชีให้ได้ผลผลิตสูงคือ ต้องคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่แน่ใจว่ามีความงอกสูง และมีการปฏิบัติดูแลอย่างเอาใจใส่
พันธุ์
เมล็ดพันธุ์ที่เกษตรกรใช้กันเละมีความงอกดีก็มีพันธุ์สิงคโปร์ พันธุ์สิงคโปร์ เมล็ดดำหรือพันธุ์ใต้หวัน โดยหาซื้อได้จากตลาดน้ำ อ.ดำเนินสะดวก, ตลาด อ.ปากช่อง หรือที่แหล่งขายเมล็ดพันธุ์อื่น ๆ ในการใช้เมล็ดพันธุ์ที่ไม่มีชื่อมักจะทำให้ประสบกับปัญหาคุณภาพการงอกของ เมล็ดพันธุ์ไม่ดีทำให้ได้ผลผลิตต่ำ
การเตรียมดิน
แปลงสำหรับปลูกผักชีมีหลายแบบยกร่องแบบจีนคือมีคูน้ำล้อมรอบ, แบบยกร่องแยกร่องธรรมดา หรือปลูกในแปลงที่เป็นท้องนาโดยการไถพรวนแล้วปลูกเป็นแถว ขุดพลิกดินลึกประมาณ 20 เซ็นติเมตร ตากทิ้งไว้สัก 7 วัน เพื่อฆ่าเชื้อโรคและวัชพืชต่าง ๆ แล้วจึงพรวนย่อยดินให้แตกเป็นก้อนเล็ก ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยสดลงคลุกเคล้ากับดินให้เข้ากันและปรับหน้าดินให้เสมอ
วิธีปลูก
ผักชีปลูกโดยวิธีหว่านเมล็ดลงในแปลงที่เตรียมไว้ให้กระจายทั่ว ๆ กัน ซึ่งมีวิธีปฏิบัติดังนี้คือ
1.  ก่อนอื่นนำเมล็ดพันธุ์มาบดให้แตกออกเป็นสองซีกเสียก่อน
2.  นำไปแช่นํ้าพอท่วมประมาณ 2-3 ชั่วโมง
3.  เอาขึ้นมาผึ่งลมให้แห้ง แล้วเคล้ากับทรายหรือขี้เถ้า
4.  เมื่อเมล็ดเริ่มงอกจึงนำไปหว่านแปลงแล้วคลุมด้วยฟางข้าวหรือหญ้าแห้งเพื่อ ป้องกันต้นอ่อน และรักษาความชุ่มชื้นของผิวดิน รดน้ำให้ชุ่ม
อัตราในการใช้เมล็ดพันธุ์ต่อไร่ก็ประมาณ 20 ลิตร หรืออาจจะใช้มากขึ้น หรือน้อยลงกว่านี้ขี้นอยู่กับความสมบูรณ์ของดิน, ฤดูกาล และเปอร์เซ็นต์ความงอก ของเมล็ด หากดินมีความอุดมสมบูรณ์ดีมากการใช้เมล็ดพันธุ์จะใช้น้อยลง เพราะว่า ผักสามารถเติบโตได้ดีรอดตายได้เยอะ
การให้นํ้า
รดนํ้าวันละ 2 เวลา เช้าเย็นให้ชุ่มอยู่เสมอ
การใส่ปุ๋ย
การให้ปุยกับผักชีมีอยู่ด้วยกันหลายแบบคือ
  1. ใส่ปุ๋ยคอกรองพื้นในตอนที่เตรียมดินก่อนปลูก เมื่อแตกใบแล้วจึงใช้ปุ๋ยหมัก ถ้าจะเร่งให้งามเร็ว ก็มีการใช้ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต 3-4 ช้อนแกง ต่อนํ้า 1 ปีบ ฉีดพ่นในแปลง
  2. ใส่ปุ๋ยสูตร 12-4-4 ในอัตรา 100 กก./ไร่ เมื่อต้นสูงประมาณ 5 เซ็นติเมตร (คำแนะนำของกรมส่งเสริมการเกษตร)
  3. หรือใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ใส่ 2 ครั้ง เมื่ออายุ 15 และ 30 วัน ครั้งละ 20 กก./ไร่ (อ.ดำเนินสะดวก)
  4. หรือใส่ปุ๋ยสูตร 27-0-0 หลังจากปลูก 15-20 วัน อัตรา 18 กก./ไร่ และหลังจากปลูก 30 วัน ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 18 กก./ไร่ (อ.บ้านแพ้ว)
  5. หรือใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 8-40 กก./ไร่ หลังจากปลูก แล้ว 14-25 วัน และใช้ปุ๋ยเกล็ดเซลล์ผสมไบโอติก้า ฉีดพ่นทุก ๆ 7 วัน (อ.ปากช่อง)
วิธีการใส่ปุ๋ยมีการปฎิบัติกันหลายแบบในหลาย ๆ ท้องที่ แต่วิธีที่จะทำให้ได้ผลผลิตที่ดี คือการใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก โดยสังเกตจากเกษตรกรที่ใช้ปุ๋ย
ดังกล่าวสามารถผลิตผักชีได้ต่อไร่สูงถึง 1,300 -1,900 กิโลกรัม และข้อสำคัญคือ ผักชีเป็นพืชผักที่ใช้ประโยชน์จากรากด้วย ดังนั้นในการถอนขึ้นมาจากดินจะต้องได้รากที่สมบูรณ์จึงต้องการดินที่ร่วนพอ สมควร ฉะนั้นเกษตรกรจึงควรใส่ปุ๋ยคอก-ปุ๋ยหมัก ทุกครั้งที่ทำการปลูก หากได้ผักชีที่ต้นโตรากสวยงามก็จะทำให้น้ำหนักต่อไร่สูงขึ้นไปด้วย
โรคและแมลงศัตรูที่สำคัญ
โรคที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่การปลูกผักชีเป็นอย่างมากก็คือ โรคเน่าที่ใบและโคนต้นชึ่งป้องกันกำจัดได้โดยการฉีดพ่นยา แมนโซเซป (Mancoaeb-M 45) อีกโรค คือโรคใบไหม้ ทำให้นํ้าหนักของผลผลิตที่ได้ลดลงและทำให้เสียเวลาในการคัดเลือกใบเสียทิ้ง ในขณะถอนเพื่อนำไปขาย โรคนี้ป้องกันกำจัดโดยการฉีดพ่นยา มาเนปหรือยาแคปเทน
แมลงศัตรูที่พบ ก็ได้แก่ เพลี้ย
การเก็บเกี่ยว
ผักชีจะเริ่มทำการเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุประมาณ 45 วัน วิธีการเก็บเกี่ยว คือ ถอนทั้งต้นและรากให้ติดกันขึ้นมา ก่อนถอนจะต้องรดนํ้าให้ดินนิ่มเพื่อที่จะทำให้ เวลาถอนทำได้ง่าย รากไม่ขาด แล้วล้างดิน ตกแต่งโดยเด็ดใบเหลือง ใบเสียทิ้ง แล้ว มัด ๆ ละครึ่งกิโลกรัม ผึ่งลมแล้วจึงบรรจุเข่งเพื่อทำให้ผักชีไม่เกิดการเน่าเละขณะ ขนส่งอันเนื่องมาจากมีนํ้าแฉะเกินไป ผลผลิตผักชีที่ดีจะต้องมีใบเขียวสม่ำเสมอไม่ เป็นโรคใบลายหรือใบไหม้ มีรากขาวและมีรากมาก รากยาวไม่ขาดจะเป็นผักชีที่ขายได้ราคาดี

ผักชี:พืชล้มลุกมีคุณสมบัติด้านสมุนไพร




ผักชี(Coriander)

ผักชีเป็นพืชสมุนไพรล้มลุก มีคุณสมบัติช่วยขับลมในลำไส้ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ คลื่นเหียนอาเจียน เป็นต้น ผักชีมีอยู่หลายชนิด เช่น ผักชีล้อม ผักชีลาว ผักชีฝรั้ง และผักชีลาหรือที่เรียกสั้น ๆ ว่าผักชี ปลูกได้ในดินทุกชนิด แต่ชอบดินร่วนที่มีการระบายน้ำดี มีความชื้นพอควร ชอบแสงกึ่งร่มกึ่งแดด สามารถปลูกใต้ต้นไม้อื่นได้ พันธุ์ที่นิยมคือ พันธุ์พื้นเมือง พันธุ์สิงคโปร์ พันธุ์สิงคโปร์เมล็ดดำหรือพันธุ์ใต้หวัน และพันธุ์แอฟริกา

การเตรียมดิน
ขุดแปลงพลิกหน้าดิน ตากแดดไว้ 7 วัน ขนาดแปลงยาว 1×4 เมตร ลึก 20 ซม. หรือ 1 หน้าจอบ ย่อยดินให้ร่วนซุย ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก 1 กก.ต่อ 1 ตารางเมตร หากมีเมล็ดสะเดาบดให้ใส่ลงไปด้วย เพื่อป้องกันแมลง ในอัตรา 1กก.ต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร ทิ้งไว้ 3-5 วัน รดน้ำให้ชุ่ม

วิธีการปลูก
ก่อนปลูก นำเมล็ดพันธุ์ไปบดให้แตกเป็นซีก ๆ (อายุเมล็ดพันธุ์ไม่ควรเกิน 6 เดือน เมล็ดหนัก เปลือกใส ไม่มีมอด ข้างในมีสีขาว) จากนั้นให้แช่น้ำไว้ 2-3 ซม. ผึ่งลมให้แห้ง แล้วนำไปเคล้ากับทราย หรือขี้เถ้า เพื่อป้องกันการรบกวนของมด
นำไปหว่านบนแปลงที่เตรียมไว้กลบดินทับบาง ๆ คลุมด้วยฟางหรือหญ้าแห้งหนาประมาณ 2 นิ้ว รดน้ำให้ชุ่ม

การดูแลรักษา
ควรถอนแยกบ้าง หากผักชีขึ้นหนาแน่นเกินไป หมั่นให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ แต่อย่าให้แฉะเกินไปรากจะเน่าได้ หากมีวัชพืชขึ้นต้องถอนออกโดยเร็ว เพื่อไม่ให้แย่งน้ำและธาตุอาหารจากผักชี
หากปลูกในช่วงหน้าร้อน ควรทำร่มกันแดดอีกชั้น โดยอาจนำทางมะพร้าวมาทำค้างปิดคลุมแปลงไว้

การป้องกันและกำจัดศัตรูพืช
ศัตรูพืชที่มักพบได้แก่ เพลี้ยชนิดต่าง ๆ ให้ฉีดพ่นโดยหมักสะเดา ข่า ตะไคร้หอม อย่างละ 1 กก. ตำให้ละเอียด แช่น้ำ 20 ลิตร หมักทิ้งไว้ 1 คืน กรองหัวเชื้อ 1 ลิตร ผสมน้ำ 18 ลิตร ฉีดพ่นทุก ๆ 7 วัน

การเก็บเกี่ยว
อายุเก็บเกี่ยวคือ 40-60 วัน การเก็บเกี่ยวนิยมถอนทั้งต้นและราก ดังนั้นจึงควรรดน้ำให้ชุ่มแปลงเสียก่อน
ลักษณะนี้เหมาะแก่การเก็บคือ เก็บก่อนผักชีจะออกดอก

ผักชีฝรั่ง

ผักชีฝรั่ง



ใบอ่อนและใบของผักชีฝรั่งรับประทานเป็นผักสด โดยเป็นผักแกล้มกับน้ำพริก ลาบ ยำ ก้อย หรือซอยใส่ในอาหารประเภทยำ ต้มยำ  เพื่อปรุงรสและดับกลิ่นคาวได้ ในทางการแพทย์สามารถใช้เป็นยาขับปัสสาวะได้ ใบสด เคี้ยวเพื่อดับกลิ่นปาก

สรรพคุณ
  • ใบหรือทั้งต้น นำมาทาหรือพอกแก้อาการอักเสบของพิษงู แมงป่อง ตะขาบ และแมลงมีพิษกัดต่อย
  • น้ำมันหอมระเหยที่กลั่นจากกิ่งและใบ ช่วยบำรุงหัวใจ แก้เป็นลม หน้ามืด ตาลาย

สรรพคุณทางยา

ใบและใบอ่อน 
  • ใช้เป็นยาแก้ท้องอืด
  • ใช้ดับกลิ่นปากได้ดี เพราะมีน้ำมันหอมระเหย
  • มีสารต้านมะเร็ง ทำให้สารก่อมะเร็งในยาสูบไม่ออกฤทธิ์

ลำต้น
  • นำลำต้นของผักชีฝรั่งมาตำผสมกับน้ำมันงา แล้วหมกไฟให้สุก นำมาประคบแก้ปวดเมื่อยได้ดี
  • นำลำต้นผักชีฝรั่งมาต้มกับน้ำใช้ดื่มแก้ไข้มาลาเรีย หรือใช้เป็นยาถ่าย
  • นำลำต้นผักชีฝรั่งมาตำแล้วใช้พอกแก้พิษงู ฆ่าเชื้อโรค
  • นอกจากนี้ลำต้นผักชีฝรั่งยังใช้ขับปัสสาวะ
  • ช่วยทำให้เล็บ ผม และผิวหนังแข็งแรง
  • ช่วยให้ต่อมไทรอยด์ทำงานปกติ
  • ใช้ลดความดันโลหิตได้
ในแม่ที่กำลังให้นมลูก ควรให้รับประทานผักชีฝรั่ง เพื่อให้สามารถทดแทนธาตุเหล็กที่เสียไปได้ โดยใช้ทำเป็นน้ำชาดื่ม ควรดื่มวันละ 2-3 ถ้วย จะช่วยรักษาสมดุลของอารมณ์ได้เป็นอย่างดี

เมล็ด
  • เมล็ดผักชีฝรั่ง นำมาใช้ทำ Gripe water สำหรับขับลมในกระเพาะได้ดี

ข้อควรระวัง สำหรับสุภาพสตรีไม่ควรใช้ในขณะตั้งครรภ์


ชื่อสามัญ : ผักชีฝรั่ง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Eryngium foetidum L.

ชื่อวงศ์ : Umbelliferae

ชื่ออังกฤษ :  Parsley, Sawtooth corianser, Spiny coriander, long coriander, Culantro

ชื่ออื่นๆ : ผักชีลาว, ผักหอมเทศ, ผักชีดอย, หอมป้อมกุลา(ภาคเหนือ), ผักชีใบเลื่อย, ผักหอมเป (ภาคอีสาน), หอมน้อยฮ้อ(อุตรดิตถ์), หอมป้อม, หอมป้อมเปอะ(กำแพงเพชร)

ผักชี เป็นพืชผักสวนครัว

ผักชี


ผักชี เป็นพืชผักสวนครัว ซึ่งเราสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ตั้งแต่ส่วนของ ใบ ก้าน ราก โดยนิยมนำมาบริโภคเป็นผักสด ใช้ตกแต่งจานอาหารให้น่ารับประทาน และใช้เป็นส่วนประกอบอาหารได้หลายชนิด และยังช่วยทำให้อาหารมีกลิ่นหอม และรสชาติดีอีกด้วย

สรรพคุณ 
  • ช่วยรักษาอาการปวดท้อง และช่วยย่อยอาหาร
  • ใบสด ประกอบด้วย โปรตีน เส้นใย ฟอสฟอรัส เบต้าเคโรทีน
  • ผล หรือลูกผักชี มีน้ำมันหอมระเหย ใช้แต่งกลิ่นเหล้ายิน

สรรพคุณทางยา

ต้นและใบ
  • ผักชีใชัในการช่วยย่อยอาหาร บำรุงกระเพาะ เจริญอาหาร ขับลม ขับพิษ ขับเหงื่อ  ลดน้ำตาลในเลือด แก้โรคหัด แก้ตับอักเสบ
  • พอกทาแก้ผื่นคัน แก้ไฟลามทุ่ง 
  • ลดการปวดบวมข้อ
  • ต้มดื่มแก้ไอ แก้หวัด แก้สะอึก
  • แก้อาหารเป็นพิษ  กระตุ้นการทำงานของเลือดพลาสมา และกล้ามเนื้อ
  • มีเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง
  • ต้านแบคทีเรีย เชื้อรา และไข่ของแมลง จึงใช้ถนอมอาหาร

ลูกผักชี
  • ลูกผักชี แก้พิษตานซาง (โรคตานซางเป็นโรคที่เกี่ยวกับทางเดินอาหารในเบื้องต้น แล้วพัฒนาไปเป็นไข้ต่างๆในภายหลัง)
  • แก้กระหายน้ำ แก้ลมวิงเวียน
  • แก้บิด ถ่ายเป็นเลือด แก้ริดสีดวงทวาร
  • แก้ปวดฟัน ช่วยย่อยอาหาร ขับลม บำรุงธาตุ
  • ต้มน้ำอาบเมื่อเป็นหัด แก้อาการคัน- แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน
  • ผงลูกผักชีบดใช้โรยแผลกันเชื้อฝีหนองได้
  • ลูกผักชียังใช้เป็นเครื่องเทศผสมเครื่องแกง ผักดอง ไส้กรอก
  • น้ำมันหอมระเหยที่สกัดจากลูกผักชี ใช้แต่งกลิ่นอาหารต่างๆโดยเฉพาะเหล้ายิน แต่งกลิ่นช็อกโกแลต โกโก้
  • กากลูกผักชี (หมายถึงลูกผักชีที่สกัดเอาน้ำมันออกแล้ว) มีโปรตีน 11-17 % ไขมัน 11-20% จึงเหมาะที่จะใช้เป็นอาหารสัตว์ได้อีกด้วย
ราก
  • เป็นกระสายยา กระทุ้งพิษไข้หัวลม เหือดหัด อีสุกอีใส อีดำอีแดง

วิธีใช้
  1. แก้บิดถ่ายเป็นเลือดใช้ผล 1 ถ้วยชา ตำผสมน้ำตาลทราย ผสมน้ำดื่ม
  2. แก้บิด ถ่ายเป็นมูก ใช้น้ำจากผลสดอุ่น ผสมเหล้าดื่ม
  3. แก้ริดสีดวงทวาร มีเลือดออก
    • ใช้ผลสดบดให้แตก ผสมเหล้าดื่มวันละ 5 ครั้ง
    • ใช้ต้นสด 120 กรัม ใส่นม 2 แก้ว ผสมน้ำตาล ดื่ม
  4. แก้ท้องอืดเฟ้อ  ใช้ผล 2 ช้อนชา ต้มน้ำดื่ม
  5. แก้เด็กเป็นผื่นแดงไฟลามทุ่ง ช่วยให้ผื่นหัดออกเร็วขึ้น ใช้ต้นสด หั่นเป็นฝอย ใส่เหล้าต้มให้เดือด ใช้ทา
  6. แก้ปวดฟัน ปากเจ็บ ใช้เมล็ดต้มน้ำ ใช้อมบ้วนปากบ่อยๆ
ชื่อสามัญ : ผักชี

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Coriandrum sativum Linn

ชื่อวงศ์ : Umbelliferae

ชื่ออังกฤษ :  Coriander, Chinese Parsley

ชื่ออื่นๆ :  ผักชีไทย, ผักชีลี, ผักชีลา, ผักชีไร่, ผักหอมป้อม และผักหอมผอม (ภาคเหนือ), ผักหอมน้อย และ ผักหอม (ภาคอีสาน)


ที่มา : บทความวิทยุรายการสาระความรู้ทางการเกษตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  วิทยาเขตหาดใหญ่

สรรพคุณ และ ประโยชน์ของผักชี

สรรพคุณ และ ประโยชน์ของผักชี

วันนี้เรานำความรู้ของสรรพคุณและประโยชน์ของผักชีมาบอกค่ะ ประโยชน์ของผักชี นั้นมีเยอะมิใช่น้อยนะค่ะนอกจากจะใช้ในการตกแต่งอาหารสวยงามแล้วผักชียัง ช่วยดับความคาวของอาหารได้หลากหลายชนิดกันเลยทีเดียว เท่านี้ยังไม่พอ ประโยชน์ของผักชี ยังไม่หมดแต่เพียงเท่านนี้ เพราะยังมี สรรพคุณของผักชี ที่เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์เป็นยาขนาดดีเลยทีเดียว หากว่าอยากรู้ว่า สรรพคุณของผักชี และ ประโยชน์ของผักชี มีอะไรกันบ้างเราก็มาดู ผักชีสรรพคุณ กันเลยค่ะ



สรรพคุณ และ ประโยชน์ของผักชี


สรรพคุณ / ประโยชน์ของผักชี


- ต้น ช่วยเป็นยาละลายเสมหะ แก้หัดหรือผื่น ขับเหงื่อขับลม ท้องอืดท้องเฟ้อ ด้วยการนำเอาต้นที่แห้งประมาณ 10-15 กรัม หรือเอาต้นสด ๆ 60-150 กรัมนำไปต้มกับน้ำ หรือคั้นเอาเฉพาะน้ำและดื่ม ถ้าใช้ภายนอกให้ตำพอก หรือต้มเอาน้ำชะล้าง

- ผล ช่วยบำรุงกระเพาะอาหาร ทำให้เจริญอาหาร แก้หัด แก้บิด ริดสีดวงทวาร โดยการนำเอาผลแห้งบดเป็นผงทานหรือต้มกับน้ำ แต่ถ้าใช้ภายนอกให้เอาไปต้ม นอกจากนี้ยังดับกลิ่นคาวและและเนื้อ

1. โรคริดสีดวงทวาร ให้นำผลไปคั่วแล้วบดทานผสมกับเหล้า วันละ 3-5 ครั้ง
2. บิดถ่ายเป็นเลือด ใช้ผล 1 ถ้วยชาตำให้เป็นผง ผสมน้ำตาลทรายทาน
3. ปวดท้อง หรือท้องอืดท้องเฟ้อ ให้ใช้ผลสัก 2 ช้อนชาต้มผสมกับน้ำทาน
4. เป็นหัดหรือผื่นแดงที่ยังออกไม่ทั่วตัว ซึ่งผลนี้จะช่วยขับออกมา โดยใช้ผลแห้ง 120 กรัมใส่หม้อดินเผาหรือหม้อเคลือบมีน้ำเต็ม ต้มให้เดือดแล้วน้ำเอาไอรมให้ทั่วห้องแล้วผื่นก็จะออกมาเอง
5. เด็กเป็นผื่นแดงไฟลามทุ่ง (Erysipelas) ให้ใช้ผักชีตำพอก
6. ปากเจ็บ คอเจ็บ ปวดฟัน นำเอาเมล็ดมาต้มกับน้ำประมาณ 5 ส่วนแล้วต้มให้เหลือ 1 ส่วนเอาน้ำอมบ้วนปาก


ข้อควรระวัง


อย่าทานมากจนเกินไป เพราะจะทำให้กลิ่นตัวแรง และตาลาย ลืมง่าย
ขอขอบคุณข้อมูลจาก chuankin ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต